เหตุการณ์งดละหมาดที่มัสยิดต่างๆ ในประวัติศาสตร์ (ตอนที่ 2)

○ บทความโดย บารออ์ นิซาร ไรยาน
อาจารย์ด้านหะดีษ สาขาอุศูลุดดีน มหาวิทยาลัยอิสลาม กาซ่า

● โศกนาฏกรรมแอมมาอุส

โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เกิดขึ้นในช่วง “ ภัยพิบัติแห่งเอมมาอูส” (หมู่บ้านในปาเลสไตน์ที่ตั้งอยู่ประมาณ 28 กม. ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจาฟฟาและถูกทำลายโดยชาวยิวในปี ค.ศ 1967) และระบาดไปทั่วแคว้นชาม ในปี ฮ.ศ.18/ค.ศ.639 ทำให้ซอฮาบะฮ์และตาบิอีนจำนวนไม่น้อยต้องเสียชีวิต จนกระทั่งคอลีฟะฮ์อุมัร บินค๊อตตอบ (เสียชีวิต ฮ.ศ.23/ค.ศ.643 ) สาบานว่าจะไม่ลิ้มรสไขมัน นมหรือเนื้อสัตว์ จนกว่าผู้คนจะมีชีวิตรอด ดังที่อิบนุอะษีร (เสียชีวิต ฮ.ศ.630 /ค.ศ.1232 )นักประวัติศาสตร์ รายงานในหนังสือของเขา “อัลกามิล ฟิตตารีค” แต่เรื่องราวเกี่ยวกับรายละเอียดในชีวิตประจำวัน รวมถึงการละหมาดญามาอะฮ์และละหมาดวันศุกร์ เป็นสิ่งที่หายากมาก แต่ผู้เขียนพบเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับจุดจบของโศกนาฏกรรมแอมมาอูสตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือยุคโบราณ

อิหม่ามอะหมัด บินหัมบัล (เสียชีวิต ฮ.ศ.241 / ค.ศ.855 ) ในหนังสือ “อัลมุสนัด” รายงานหะดีษจากชัรห์ บินเฮาชับ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 112 / ค.ศ.730 ) ซึ่งเล่าจากพ่อเลี้ยงของเขาว่า “เขาได้เห็นกาฬโรคระบาดในแอมมาอูส ซึ่งมี อบูอุบัยดะฮ์ บินจัรรอห์ เป็นผู้ปกครอง เสียชีวิตเพราะโรคระบาดนี้ หลังจากคนผู้คนได้มอบอำนาจการนำแก่อัมร์ บินอาศ(เสียชีวิต ฮ.ศ.43 /663 ) เขาได้ยืนขึ้นแล้วกล่าวว่า “โอ้ท่านทั้งหลาย ความเจ็บปวดนี้เมื่อมันเกิดขึ้น ก็จะลุกลามเหมือนไฟ ดังนั้นพวกท่านจงแยกย้ายกันออกไปอาศัยอยู่ตามภูเขา” บางสำนวนกล่าวว่า “พวกท่านจงแยกย้ายหนีจากมัน ออกไปอาศัยอยู่ตามภูเขาและลุ่มน้ำโอเอสิส” อบูวาษิละฮ์ อัลฮุซะลีย์ กล่าวขึ้นว่า “คนโกหก ตอนที่ฉันเป็นสาวกผู้ศรัทธาต่อท่านศาสนทูต ท่านยังเลวกว่าลานี้ของฉัน” (เขาตำหนิที่อัมร์เข้ารับอิสลามล่าช้า ) อัมร์จึงกล่าวว่า “ฉันจะไม่ตอบโต้ท่าน ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ เราจะไม่อยู่ที่นี่” แล้วท่านก็ออกไป ผู้คนจึงพากันแยกย้ายกันไป จนกระทั่งอัลลอฮ์ได้ให้โรคระบาดดังกล่าวหายไปในที่สุด ผู้เล่ากล่าวต่อว่า เมื่อความทราบไปถึงท่านอุมัรเกี่ยวกับนโยบายของอัมร์ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ท่านอุมัรไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด “

ความจริงก็คือเรื่องเล่านี้ มีรายงานขัดแย้งกันว่า ผู้คนยอมรับความคิดเห็นดังกล่าวของอัมร์ บินอาศ หรือไม่ แต่การสิ้นสุดของภัยพิบัตินั้นเพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลมากกว่า และคำพูดที่ว่า “แยกย้ายกันไปอยู่ตามภูเขาสูง ตามเส้นทางในหลืบเขา หรือลุ่มน้ำโอเอสิส ” ปรากฏอยู่อย่างดาษดื่นด้วยสายรายงานที่แตกต่างกัน ทั้งในตำรา “ตะห์ซีบ อัลอาษาร์” ของ อัตตอบารีย์ และในตำรา “อัศศอเหียะห์” ของอิบนุคุซัยมะฮ์ (เสียชีวิต ฮ.ศ.311/ค.ศ.923) และอิบนุหิบบาน (เสียชีวิต ฮ.ศ.354/ค.ศ. 965)

ดังนั้นตามความรู้ของเรา อัมร์ บินอาศ ถือเป็นคนแรกที่เรียกร้องให้มีการแยกกลุ่มเพื่อเผชิญหน้ากับโรคระบาด ไปอาศัยอยู่ตามยอดเขา และลุ่มน้ำโอเอสิส เพื่อป้องกันโรค ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะมีการละหมาดวันศุกร์ เพราะไม่มีหลักให้ปฏิบัตินอกจากในชุมชน หมู่บ้าน หรือในเมือง

ในแง่ของรายงานที่ขัดแย้งกันว่าผู้คนที่ใช้หรือปฏิเสธความเห็นของอัมร์ บินอาศ ผู้นำของพวกเขา เราไม่สามารถมั่นใจได้ว่าสาวกของท่านนบี และตาบิอีนผู้ที่อยู่กับพวกเขา ได้ละทิ้งละหมาดญามาอะฮ์และละหมาดวันศุกร์ อันเนื่องจากการเกิดโรคระบาด แต่เรามีหลักฐานการเรียกร้องให้งดตั้งแต่ยุคของพวกเขา

เหตุผลในการประท้วงความเห็นของอัมรจากอบูวาษิละฮ์ ซึ่งเป็นซอฮาบะฮ์ท่านหนึ่ง ไม่มีในรายงานอื่นๆนอกจากสายรายงานนี้ ในขณะที่สายรายงานอื่นๆระบุว่าผู้คัดค้านคือชุรอห์บีล บินหะซะนะฮ์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่เสียชีวิตจากโรคระบาดในแอมมาอุส ความเห็นต่างเนื่องมาจาก ความเข้าใจว่า – และพระเจ้าทรงทราบดีที่สุด – ข้อห้ามตามหะดีษนั้นคือ การหลบหนีจากโรคระบาดทุกกรณี ในขณะที่อัมร์เข้าใจว่า ข้อห้ามตามหะดีษนั้นคือ การหลบหนีจากโรคระบาดไปยังอีกเมืองหนึ่งเพราะเกรงว่าภัยพิบัติจะติดต่อไปยังเมืองนั้น และมิได้ห้ามมิให้หนีจากที่นั่นไปยังที่ที่ไม่มีใครอาศัย เช่น ยอดเขา แหล่งน้ำโอไอสิส หรือหลืบเขา

● โรคระบาดในมักกะฮ์

ตำราประวัติศาสตร์อิสลามกล่าวถึงการงดศาสนกิจที่มัสยิดต่างๆ หลายๆ ครั้งเนื่องจากโรคระบาด รวมถึงมัสยิดหะรอมมักกะห์เอง ก็ไม่ได้รอดพ้นจากเหตุการณ์นี้ ดังที่ฮาฟิซอิบนุหะญัร(ฮ.ศ.852/ค.ศ.1448 ) กล่าวไว้ในหนังสือ ‘إنباء الغُمْر بأبناء العمر โดยกล่าวถึงเหตุการณ์ในปี ฮ.ศ.827 / ค.ศ.1423 ว่า

“และต้นปีนี้ การแพร่ระบาดครั้งใหญ่เกิดขึ้นในนครมักกะห์ มีผู้เสียชีวิต 40 คนทุกวัน และจำนวนผู้เสียชีวิตในเดือนรอบีอุลเอาวัลเดือนเดียว มีมากถึง 1700 คน เล่ากันว่า อิหม่ามประจำมะกอมอิบรอฮีม ซึ่งถือมัซฮับชาฟิอีย์ มีผู้ร่วมละหมาดเพียง 2 คน และอิหม่ามมัซฮับอื่นๆ ที่เหลือ ไม่มีการละหมาดเพราะไม่มีผู้มาละหมาด

ผู้ตายเพียงเดือนเดียวที่มากถึง 1700 คน น่าจะเป็นเหตุผลทำให้การละหมาดในมัสยิดหะรอมเกือบงดโดยสิ้นเชิง

และไม่กี่ศตวรรษก่อนหน้านั้น อิบนุอะซารีย์ อัลมะรอคิชีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ.695/ ค.ศ.1295 ) กล่าวในหนังสือالبيان المُغرب في أخبار الأندلس والمغرب ‘แถลงการณ์โมร็อกโกในข่าวของดาลูเซียและโมร็อกโก’ บอกเราว่า มีโรคระบาดครั้งใหญ่ในตูนีเซียในปี ฮ.ศ. 395/ค.ศ.1004 ทำให้เกิดสินค้าราคาแพง ขาดอาหารยังชีพ .. และคนมากมายเสียชีวิต มีทั้งคนรวยและยากจน ดังนั้นคุณจะไม่เห็นพฤติกรรมใดๆ ยกเว้น การรักษาหรือเยี่ยมคนป่วยหรือจัดการศพ และบรรดามัสยิดในเมืองกัยรอวาน ล้วนไร้ผู้คน “

● โรคระบาดในแอนดาลูเซีย

ในแอนดาลูเซียก็มีเหตุการณ์คล้ายกันเกิดขึ้น อิหม่ามซะฮะบีย์พูดถึงในหนังสือ “ตารีคอิสลาม ‘ประวัติศาสตร์ของศาสนาอิสลาม” บันทึกเหตุการณ์ในปี ฮ.ศ.448/ ค.ศ.1056 เขากล่าวว่า

“ในปีนี้เกิดความแห้งแล้งครั้งยิ่งใหญ่รวมถึงโรคระบาดในเมือง Seville มีคนตายจำนวนมาก มัสยิดถูกปิดตายไม่มีผู้ละหมาด”

และอิหม่ามซะฮะบีย์ กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ ในหนังสือ “ซิยัร อะลามนุบะลาอ์” บันทึกเหตุการณ์ในปี ฮ.ศ.448/ค.ศ.1056 ว่า

“ความแห้งแล้งครั้งยิ่งใหญ่ในแอนดาลูเซีย คอร์โดบาไม่เคยพบยุคแห่งความแห้งแล้งและโรคระบาดเหมือนในปีนี้ จนกระทั่งมัสยิดถูกปิดตาย ไม่มีผู้ละหมาด และปีนี้ถูกเรียกว่า “ปีแห่งความหิวโหย”

ในปีถัดไป ( ฮ.ศ. 449/ค.ศ.1057 ) อิบนุอัลเจาซีย์ ได้ให้รายละเอียดที่น่ากลัวเกี่ยวกับโรคระบาดครั้งใหญ่ที่แพร่กระจายและคร่าชีวิตคนอย่างรวดเร็ว โรคระบาดนี้แพร่กระจายไปในดินแดนที่ปัจจุบันเรียกว่า “เอเชียกลาง”คร่าชีวิตผู้คนประมาณสองล้านคน ต่อมาได้แพร่มายังด้านตะวันตกจนใกล้ถึงชายแดนอิรัก โดยอิบนุอัลเจาซีย์ กล่าวว่า “ในเดือนจุมาดัลอาคิเราะฮ์ ( ฮ.ศ. 449/ค.ศ.1057 ) จดหมายจากจากพ่อค้าเอเชียกลางระบุว่า มีการแพร่ระบาดของโรคครั้งใหญ่ในดินแดนเหล่านี้ ในภูมิภาคนี้วันหนึ่งมีคนตายหมื่นแปดพันศพ และจำนวนคนที่ตายจนกระทั่งเวลาเขียนหนังสือนี้ มีจำนวน 1,650,000 ราย “!!

เขียนโดย Ghazali Benmad

อ่านตอนที่ 1 https://www.theustaz.com/?p=3576
บทความต้นฉบับ https://bit.ly/2V6mJhF

เหตุการณ์งดละหมาดที่มัสยิดต่างๆ ในประวัติศาสตร์ (ตอนที่ 1)

○ บทความโดย บารออ์ นิซาร ไรยาน
อาจารย์ด้านหะดีษ สาขาอุศูลุดดีน มหาวิทยาลัยอิสลาม กาซ่า

“มีโรคระบาดครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ ผู้คนที่ผ่านไป พวกเขาเห็นแต่ตลาดที่ว่างเปล่า ถนนที่ว่างเปล่า และประตูที่ปิด และมัสยิดส่วนใหญ่ก็ว่างเปล่า” ด้วยคำพูดเหล่านี้ อิหม่ามอิบนุอัลเจาซีย์ (เสียชีวิต ค.ศ.1200 ) นักประวัติศาสตร์ อธิบายให้เห็นถึงการแพร่ของโรคระบาดที่เกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 449/ค.ศ.1057 และทำให้โลกในเวลานั้นและชีวิตของผู้คนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เหมือนกับภาพของโลกอันเนื่องการระบาดของโควิด 19 ในวันนี้

การแพร่ระบาดครั้งใหม่นี้ส่งผลกระทบต่อรายละเอียดของโลกของเรามากที่สุด โลกหยุดการทำงาน ชะลอการศึกษา เลื่อนการเดินทาง ล้มเลิกแผนการที่วางไว้ และทำให้พวกเขาที่อยู่บ้านเดียวกันต้องกระจัดกระจายในขณะที่กักตัวอยู่ในบ้าน

อย่างไรก็ตาม ชาวมุสลิมไม่เห็นด้วยและไม่สับสนเกี่ยวกับสิ่งนี้ เหมือนกับความสับสนเกี่ยวกับปัญหารูปแบบการละหมาดของพวกเขา ทั้งละหมาดวันศุกร์และละหมาดญามาอะฮ์ ที่พวกเขารวมตัวกันที่มัสยิดวันละ 5 ครั้ง

ในขณะที่รัฐบาลของประเทศอิสลามส่วนใหญ่เห็นด้วย – แม้ว่าจะมีความแตกต่างทางการเมือง – แต่ก็เห็นพ้องกันในการปิดสถานที่ชุมนุมทั้งหมดรวมถึงมัสยิดและศาสนสถาน โดยความเห็นชอบของสภาฟิกฮ์และสภาฟัตวาจำนวนมาก ท่ามกลางการคัดค้านของนักฟิกฮ์และนักเผยแผ่ศาสนาจำนวนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ทุกคนเห็นด้วยกับการถือว่าการปิดมัสยิดเป็นเรื่องกระทบกระเทือนหัวใจของชาวมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพของกะอฺบะห์และลานเตาวาฟที่ปราศจากผู้คนมาทำพิธีเตาวาฟ พิธีละหมาด สุหยุดหรือรุกั๊วะ

ทั้งนี้ หนังสือนิติศาสตร์อิสลามและประวัติศาสตร์อิสลาม ได้ถ่ายทอดข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย ที่ยืนยันการงดละหมาด ทั้งละหมาดวันศุกร์และละหมาดญามาอะฮ์ด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการแพร่ระบาดของโรค รวมถึงการงดละหมาดในมัสยิดหะรอมมักกะฮ์และมาดีนะฮ์ ตลอดจนมัสยิดอักซอ

จุดประสงค์ของบทความนี้คือการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่โดดเด่นที่สุดและตรวจสอบสาเหตุที่สำคัญที่สุดโดยไม่เน้นรายละเอียดของการถกเถียงในประเด็นหลักนิติศาสตร์อิสลาม

○ การงดไปมัสยิดในส่วนของปัจเจกบุคคล

ในระดับปัจเจกบุคคลชาวมุสลิม หนังสือกฎหมายอิสลามมากมายกล่าวถึงรายละเอียดกรณีอนุโลมงดไปมัสยิดและการขาดการเข้าร่วมละหมาดวันศุกร์และละหมาดญามาอะฮ์ หากกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อตัวเองหรือคนอื่น ๆ ไม่ว่าด้วยเหตุผลเกี่ยวกับโรคร้าย ความปลอดภัย ภัยธรรมชาติ หรือผลกระทบทางจิตใจ

หนังสือฟิกฮ์ในมัซฮับต่างๆ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ ในบรรดาบุคคลแรกสุดที่อธิบายเรื่องนี้ คือ อิหม่ามอัลชาฟีอีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ.204/ค.ศ.819 ) ได้ขยายรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลต่างๆ ที่อนุโลมให้งดไปละหมาดวันศุกร์ได้ โดยหลักแล้วเป็นเหตุผลด้านสุขภาพอนามัย สิ่งที่ประหลาดที่สุดที่อิหม่ามพูดถึงคือ การงดไปละหมาดวันศุกร์เพราะกลัวอำนาจทางการเมือง

อิหม่ามอัลชาฟีอีย์กล่าวในหนังสือ “อัลอุมม์” ว่า

“إن كان خائفا إذا خرج إلى الجمعة أن يحبسه السلطان بغير حق كان له التخلف عن الجمعة”.
“ถ้าเขากลัวว่าถ้าออกไปรัฐจะกักขังเขาโดยไม่ชอบธรรม เขามีสิทธิงดไปละหมาดวันศุกร์”

ที่น่ารักกว่านั้น หนึ่งในเหตุผลงดไปละหมาดวันศุกร์ กรณีลูกหนี้ที่ไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้และกลัวว่าเจ้าหนี้จะคุกคามและกักขัง โดยอัลชาฟีอีย์ที่กล่าวว่าใน “อัลอุมม์” ว่า

وإن كان تغيّبه عن غريم لعُسرة وَسِعَه التخلّف عن الجمعة
“ลูกหนี้ที่ไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้ มีสิทธิงดไปละหมาดวันศุกร์”

ในทางกลับกัน นักกฎหมายอิสลามอนุญาตให้เจ้าหนี้งดเว้นละหมาดญามาอะฮ์ได้ ถ้าเขากลัวการหายตัวไปของลูกหนี้และเสียสิทธิของเขา เนื่องจากอิหม่ามบัดรุดดีน อัลอัยนีย์ ( เสียชีวิต ฮ.ศ. 855/ค.ศ.1451 ) ในหนังสือ “อุมดะตุลกอรี ฟีชัรห์ ศอเหียะห์ อัลบุคอรีย์” วิเคราะห์บทบัญญัติจากหะดีษบทหนึ่งว่า

جواز التخلف عن الجماعة خوف فوات الغريم
“อนุญาตให้เจ้าหนี้งดเว้นละหมาดญามาอะฮ์ได้ ถ้าเขากลัวการหายตัวไปของลูกหนี้”

ปราชญ์จำนวนไม่น้อยอนุญาตให้งดการเข้าร่วมละหมาดที่มัสยิด เพราะกลัวความวุ่นวายทางการเมืองหรืออื่นๆ ดังที่อิหม่ามซะฮะบีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ.748/ค.ศ.1347) รายงานใน “ซิยัรอะลามนุบะลาอ์” – จากมุตริบ บินอับดุลลอฮ์ อัชชุกัยรี (ฮ.ศ.95/ค.ศ.713 ) ว่า “เมื่อผู้คนเข่นฆ่ากัน ก็จงอยู่กับบ้าน ไม่ต้องไปละหมาดวันศุกร์หรือละหมาดญามาอะฮ์ร่วมกับผู้คนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย”

บางที แนวปฏิบัติของอิหม่ามผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ในการงดละหมาดวันศุกร์และละหมาดญามาอะฮ์ กรณีกลัวว่าจะได้รับอันตรายร้ายแรง เป็นพื้นฐานในการงดละหมาดวันศุกร์และละหมาดญามาอะฮ์ไว้สำหรับทุกกรณีที่สามารถนำมาซึ่งความเสียหายร้ายแรง มีรายงานว่า ท่านอิหม่ามมาลิกปฏิบัติแนวนี้ โดยในบั้นปลายชีวิต ท่านละหมาดที่บ้านและไม่ได้ไปละหมาดที่มัสยิดนาบาวี เป็นเวลาถึง 18 ปี ดังที่อัลกุรตูบี ( ฮ.ศ. 672 ) ที่กล่าวไว้ในหนังสือ “อัตตัซกิเราะฮ์”

ในทำนองเดียวกัน นักวิชาการบางคนกระทำในการประท้วงต่อต้านการบังคับใช้อำนาจของราชวงศ์อับบาสิด ในรัชสมัยของคอลีฟะฮ์อัลมะมูน ( ฮ.ศ.218/ค.ศ.833 ) ให้คนเชื่อว่า “อัลกุรอานเป็นมัคลูก” ดังที่อิบนุอัยบัก อัดดะวาดะรีย์ (เสียชีวิตหลัง ฮ.ศ. 736/ค.ศ.1335 )กล่าวในหนังสือ كنز الدرر وجامع الغرر ว่า ในปี ฮ.ศ.218/ค.ศ. 833 เกิดวิฤติใหญ่ และเกิดทัศนะว่า “อัลกุรอานเป็นมัคลูก-สิ่งที่อัลลอฮ์สร้างขึ้น” ผู้เห็นต่างถูกประหารชีวิต ทำให้อุลามาอ์และผู้นำศาสนาต่างพากันกักตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปละหมาดญามาอะฮ์ในมัสยิด และมีผู้ถูกฆ่าจำนวนมาก”

อย่างไรก็ตาม การที่บุคคลหนึ่งหรือคนจำนวนเล็กน้อยละทิ้งการละหมาดวันศุกร์และละหมาดญามาอะฮ์ แตกต่างจากการปิดมัสยิดที่ประชาชนทุกคนต้องละทิ้งการละหมาดวันศุกร์และละหมาดญามาอะฮ์ ด้วยเหตุนี้ แม้ว่านักฟิกฮ์ยุคก่อนๆ ไม่ได้วินิจถึงเรื่องนี้ แต่มันก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์อิสลาม ดังรายละเอียดที่จะกล่าวถึงต่อไป

เขียนโดย Ghazali Benmad

อ่านตอนที่ 2 https://www.theustaz.com/?p=3578
บทความต้นฉบับ https://bit.ly/2V6mJhF

ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา ออกคู่มือการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมภาคประชาชน ในช่วง COVID-19

ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา ออกคู่มือการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมภาคประชาชน ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19)

คู่มือมุสลิมในการเผชิญหน้าโรคระบาด คำแนะนำเนื่องในวิกฤตโคโรน่า (โควิด-19) ฉบับภาษามลายู อักษรรูมี

คู่มือมุสลิมในการเผชิญหน้าโรคระบาด คำแนะนำเนื่องในวิกฤตโคโรน่า (โควิด-19) ฉบับภาษามลายู อักษรรูมี พิมพ์และเผยแพร่โดย สภาอุละมาอฺมาเลเซีย คำนิยมโดย Dato’ AL-Syeikh Hj. Abdul Halim Abdul Kadir ประธานสภาอุละมาอฺมาเลเซีย

คู่มือมุสลิมในการเผชิญหน้าโรคระบาด คำแนะนำเนื่องในวิกฤตไวรัส โคโรนา COVID-19

เป็นหนังสือทรงคุณค่าที่สุดที่มุสลิมทุกคนต้องรีบหาเป็นเจ้าของพร้อมอ่านและศึกษา ท่ามกลางสังคมมนุษย์กำลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 ทั่วโลกที่รุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี

หนังสือเล่มนี้ เป็นคู่มือฉบับกระทัดรัดที่ได้สรุปเนื้อหาและประเด็นความรู้พร้อมทั้งเสนอวิธีปฏิบัติในการเผชิญหน้ากับวิกฤตร้ายครั้งนี้ตามคำสอนของอิสลามได้อย่างสร้างสรรค์และมีจินตนาการเห็นภาพได้ชัดเจน ใช้ภาษาที่เรียบง่ายด้วยฝีมือการแปลของทีมงานคุณภาพที่ได้แปลจากต้นฉบับเดิมในภาษามลายูอักขระยาวีตามความถนัดของผู้เขียน

ผู้เขียนและทีมงานได้เสียสละใช้เวลาอย่างคุ้มค่าช่วงกักตัวในบ้านผลิตผลงานทางวิชาการที่มีประโยชน์ชิ้นนี้ ขออัลลอฮ์ตอบแทนด้วยความดีงามแก่ผู้เขียนและทีมงานทุกท่าน

وجزاكم الله خيرا وعافانا الله وإياكم من كل بلاء الدنيا وعذاب الآخرة سائلين المولى عز وجل أن يرفع عنا وباء كوويد ١٩ ويجعلنا جميعا سالمين معافين برحمتك يا أرحم الراحمين

อย่าตกขบวนคาราวานองค์ความรู้

ขอสื่อสารไปยังนักวิชาการมุสลิม(บางคน) กรณีวิกฤตโควิด 19
“ต้องเกาะติดคาราวานองค์ความรู้ให้ได้”

วิกฤตโควิด19 ครั้งนี้ เป็นเสมือนระฆังเตือนจากอัลลอฮ์ที่ต้องการตักเตือนบ่าวของพระองค์บางอย่าง แต่ ณ ตรงนี้ผู้เขียนขอเน้นบทบาทและหน้าที่ของนักวิชาการต่อการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกรณีการวางตัวของมุสลิมในวิกฤตโควิด 19 นี้ บางส่วนดังนี้

1. วิกฤตโควิด 19 ครั้งนี้ ทุกคนทราบดีว่าเป็นวิกฤตโลกที่สร้างผลกระทบระดับโลกที่รุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี ดังนั้นการที่จะทำความเข้าใจระดับของปัญหา พร้อมคำตอบและทางออก เราจำเป็นอย่างยิ่งต้องเกาะติดคาราวานแห่งความรู้ระดับโลกให้เท่าทัน โดยเฉพาะการรู้จักใช้ประโยชน์กับการค้นคว้าศึกษาจากสื่อโซเชียลยุคปัจจุบัน ที่องค์ความรู้ใหม่ๆที่มีประโยชน์อเนกอนันต์ได้ไหลทะลักและแพร่กระจายไปทั่วมุมโลก จะเป็นนักวิชาการ ห้ามตกขบวนคาวารานความรู้ชุดนี้เป็นอันขาด

2. หน้าที่ของนักวิชาการและผู้รู้ในบ้านเราคือพยายามรวบรวมและเข้าถึงแหล่งความรู้ที่ถูกต้อง แล้วนำมาเล่าต่อให้ชาวบ้านฟังด้วยจรรยาบรรณและเต็มด้วยความรับผิดชอบ อย่าทะลึ่งทำความเข้าใจด้วยความรู้อันตื้นเขินและคับแคบของเรามาอธิบายปรากฏการณ์ระดับโลก เพราะวิกฤตระดับโลกต้องมีคณะผู้รู้ระดับโลกมาคลี่คลายและเสนอทางออก นักวิชาการบ้านเรามีหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้เท่านั้น เพราะบทบัญญัติทางศาสนามีความถูกต้องเสมอ แต่ในบางครั้งความเข้าใจของนักวิชาการ ที่มีต่อตัวบทและบริบทอาจคลาดเคลื่อนและไม่ถูกต้อง

3. การวินิจฉัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรอบรู้ในภาพรวมของสิ่งนั้น “الحكم على الشيء فرع عن تصوره ” อัลลอฮฺได้กล่าวว่า فاسألوا أهل الذكر إن كنتم لا تعلمون ความว่า จงถามผู้รู้ หากเจ้าไม่รู้ (อันนะห์ลุ/43) ถึงแม้ผู้รู้ที่ประเสริฐที่สุดคือผู้รู้อัลกุรอาน แต่โองการนี้ยังหมายรวมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอีกด้วย ด้วยเหตุนี้อัลลอฮ์ใช้คำว่า أهل الذكر แต่ไม่ใช้คำว่า العلماء เพื่อสอนให้เราทราบว่า แต่ละแขนงวิชามีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง พวกเขาเท่านั้นที่ควรให้คำตอบในแขนงวิชาที่พวกเขารอบรู้

โควิด19 เป็นวิกฤตใหม่ที่โลกใบนี้ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ดังนั้นผู้ที่จะมาตัดสินชี้ชัดในรายละเอียด ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เท่านั้น ซึ่งวงการแพทย์เรียกว่า ภาควิชาระบาดวิทยา หรือวิทยาการระบาด ในขณะที่นักวิชาการมุสลิมหลังจากที่ได้เรียนรู้สภาพปัญหาอย่างครอบคลุมแล้ว เขาจะต้องนำมาเทียบเคียงและประยุกต์ใช้กับหลักชะรีอะฮ์ อาทิ หลักเจตนารมณ์พื้นฐานของชะรีอะฮ์ (مقاصد الشريعة )หลักเกาะวาอิดฟิกฮียะฮ์ (القواعد الفقهية )ที่มีรายละเอียดและข้อปลีกย่อยมากมาย นอกเหนือจากการทำความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อบทบัญญัติในอัลกุรอาน หะดีษ และตำรับตำราของอุละมาอฺในทุกยุคทุกสมัย เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณากรณีวิกฤตโควิด 19 นี้ เพราะคำสอนของอิสลามที่ถูกต้อง ไม่เคยขัดแย้งกับวิทยาการสมัยใหม่ที่ถูกต้อง อย่าอาศัยแค่หะดีษเพียงต้นเดียวหรือใช้หลักไวยากรณ์อาหรับมาพิจารณาแค่คำเดียว แล้วนำมาวินิจฉัยปรากฏการณ์วิกฤตระดับโลกในขณะนี้ (แถมยังอ่านหะดีษแบบผิดๆถูกๆ ด้วย แล้วดันทะลึ่งให้คำฟัตวา) ขอย้ำว่า อย่าใช้ตรรกะร้านน้ำชามาชี้ชัดประเด็นวิกฤตระดับโลกนี้

4. สำนักฟัตวา(ศาสนวินิจฉัย)ทั่วโลกอิสลามและโลกอาหรับ รวมทั้งสำนักจุฬาราชมนตรีของประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์แนวปฏิบัติของมุสลิมในวิกฤตโควิด 19 นี้อย่างชัดเจนและครอบคลุม การฟัตวาในแต่ละเรื่อง ผู้เขียนเชื่อว่า ผู้เกี่ยวข้องจะต้องระดมสมองจากหลายฝ่าย มีการรวบรวมทัศนะต่างๆแล้วนำมาตกผลึกอย่างรอบคอบ เพราะพวกเขารู้ดีว่า การฟัตวาในสภาพวิกฤตินี้ จะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการปฎิบัติใช้ในสภาพปกติ ซึ่งหากดูผิวเผินแล้วอาจเป็นการย้อนแย้งและสวนทางกับคำสอนของอัลลอฮ์และรอซูลเลยทีเดียว ทั้งๆที่ในความเป็นจริง นี่คือความสวยงามของอิสลาม ที่มีทั้งความยืดหยุ่นและความหนักแน่น การผ่อนปรนและการบังคับใช้ ความง่ายดายและสลับซับซ้อนในตัวของมันเอง

5. ผู้เขียนสนับสนุน ชื่นชมและขอบคุณนักวิชาการมุสลิมทั้งระดับโลกและท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกรณีการวางตัวในสถานการณ์วิกฤตโควิด 19 นี้ และระมัดระวังการชี้นำทางศาสนาโดยปราศจากความรอบรู้และความรอบคอบ ขอให้ทุกท่านทำหน้าที่นี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจและหวังในความโปรดปรานของอัลลอฮ์ พร้อมร่วมดุอาให้โลกผ่านวิกฤตินี้ ให้กลับสู่สภาพปกติโดยเร็ว

‏وما أريد إلا الإصلاح ما استطعت وما توفيقي إلا بالله عليه توكلت و إليه أنيب
‎اللهم يا رب أعنا على أن نتوب إليك توبة نصوحا وأن نكسب أفضل أسباب الوقاية الموفقة لمنع انتشار هذا الوباء القاتل وأن يلتزم مرضانا بأفضل العلاج ليتم الشفاء من عندك يا شافي ويا كافي اللهم بلغنا رمضان سالمين معافين مباركين صائمين قائمين وقد أذهبت عنا وعن العباد والبلاد هذا الوباء ذهابا لن يرجع أبدا وأنت على كل شيء قدير لا إله الا أنت سبحانك إني كنت من الظالمين وصلى الله على محمد وعلى آله وصحبه أجمعين والحمدلله رب العالمين

มุสลิมกับการแก้วิกฤต COVID-19

ในขณะที่โลกตกในอาการภวังค์จากโรคระบาดไวรัส COVID-19 ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ระดมสรรพกำลังและความสามารถเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสร้ายนี้

ก่อนหน้านี้ โลกโดยเฉพาะชาวตะวันตกและบรรดาผู้เสพสื่อตะวันตกทั้งหลาย พากันเกิดอาการอิสลาโมโฟเบียกันทั่วหน้า ถึงขนาดนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษเคยกล่าวว่า อิสลามคือต้นตอของปัญหา ประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐเคยกล่าวว่าอิสลามเกลียดชังพวกเรา

แต่จากวิกฤต COVID-19 นี้โลกได้รู้จักคุณูปการบางส่วนของมุสลิม ที่ยืนยันได้ว่าหากมุสลิมเข้าใจและปฏิบัติตนตามคำสอนของศาสนาอย่างถูกต้องแล้ว เขาไม่เพียงแต่สร้างคุณประโยชน์แก่สังคมมุสลิมเท่านั้น แต่จะขยายผลไปยังสังคมอื่นทั่วโลกด้วย

เราลองมาดูผลงานเล็กๆน้อยๆของมุสลิมในระดับโลกที่มีส่วนแก้ปัญหาวิกฤติ COVID-19 นี้บ้าง

1. Omar Ishrak (64ปี) มุสลิมชาวบังคลาเทศ ได้รับสัญชาติอเมริกัน ดีกรีด็อกเตอร์วิศวกรรมศาสตร์ไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยลอนดอน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบริษัท Medtronic บริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาที่มีบริษัทลูกกระจายกว่า 150 ประเทศทั่วโลก มีชื่อเสียงด้านการผลิตเครื่องช่วยหายใจ รุ่น PB 560 ชนิดพกพาได้สะดวกใช้สำหรับเด็กและผู้ใหญ่โดยใช้ได้ทั้งใส่หน้ากากและเจาะคอ มีแบตเตอรี่ในตัวใช้กับผู้ป่วยที่ไม่สามารถหายใจได้ อุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดนี้เป็นที่ต้องการทั่วโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะช่วงวิกฤต COVID-19 นี้ แต่เนื่องจากบริษัท Medtronic ถือลิขสิทธิ์ผลิตอุปกรณ์ชนิดนี้แต่เพียงบริษัทเดียว จึงไม่สามารถผลิตได้ตามความต้องการได้ Omar Ishrak ได้เป็นผู้ผลักดันโครงการถอนลิขสิทธิ์การผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์นี้ โดยร่วมมือกับบริษัทต่างๆทั่วโลก พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีระดมผลิตเครื่องช่วยหายใจนี้ โดยมีปรัชญาการทำงานว่า มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการรักษาเยียวยาจากอุปกรณ์ที่ทันสมัย
https://daaarb.com/%D8%B9%D9%85%D8%B1-%D8%A5%D8%B4%D8%B1%D8%A7%D9%82-%D9%82%D8%B5%D8%A9-%D8%A7%D9%84%D9%85%D8%AF%D9%8A%D8%B1-%D8%A7%D9%84%D8%B0%D9%8A-%D9%88%D9%82%D9%81-%D9%88%D8%B1%D8%A7%D8%A1-%D9%85%D8%A8%D8%A7/?fbclid=IwAR12xSWyu8ItAxN44At78o3RVH67P1L9sZK_tS5XiUycAaGbT0R2EYT_-Xc

2. ‏บุคลากรทางการแพทย์ที่ประเทศอังกฤษ 4 คนแรกที่เป็นเหยื่อ COVID-19 ล้วนเป็นมุสลิม กระทรวงสาธารณสุขประเทศอังกฤษได้รายงานบุคลากรทางการแพทย์ 4 คนแรกได้เสียชีวิตเนื่องจากติดเชื้อไวรัส COVID-19 ได้แก่ Amged el-Hawrani(Sudan), Adel el-Tayar(Sudan),Habib Zaidi(Pakistan)และ Alfa Saadu(Nigeria) โดยทั้ง 4 ท่านได้รับสัญชาติอังกฤษ เป็นผู้เชี่ยวชาญ และมีประวัติการทำงานอันโดดเด่น โดยรัฐบาลอังกฤษประกาศทั้ง 4 ท่านเป็นฮีโร่ของชาติ โดยเฉพาะ นายแพทย์อาดิล ที่ได้เกษียณราชการแล้ว แต่อาสาเป็นทัพหน้ารักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด19 ตามคำประกาศของรัฐบาลเพื่อเป็นกำลังเสริมในภารกิจนี้ (ดูที่
http://www.ypagency.net/248681)

3. Hibah Mustafa สาวมุสลิมะฮ์จากประเทศอิยิปต์ เป็นหัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาอุปกรณ์ตรวจหาไวรัส COVID-19 ที่มหาวิทยาลัย John Hopkins สหรัฐอเมริกา โดยเธอให้สัมภาษณ์ว่า ภายในเดือนเมษายนนี้ อุปกรณ์ชนิดนี้ มีศักยภาพตรวจหาไวรัสโควิด 19 ได้ 1,000 รายต่อวัน โดยสามารถยืนยันผลภายใน 3 ชั่วโมง
ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.aljazeera.net/news/women/2020/3/19/%d8%b7%d8%a8%d9%8a%d8%a8%d8%a9-%d9%85%d8%b5%d8%b1%d9%8a%d8%a9-%d8%b4%d8%a7%d8%a8%d8%a9-%d8%aa%d8%b4%d8%a7%d8%b1%d9%83-%d9%81%d9%8a-%d8%aa%d8%b7%d9%88%d9%8a%d8%b1-%d9%81%d8%ad%d8%b5-%d9%83%d9%88%d8%b1%d9%88%d9%86%d8%a7-%d8%a8%d8%ac%d8%a7%d9%85%d8%b9%d8%a9-%d8%ac%d9%88%d9%86%d8%b2-%d9%87%d9%88%d8%a8%d9%83%d9%86%d8%b2?fbclid=iwar1aeo7acp0meiukz4ufafqazqclpz_j88pfjgmhwuski5gjialjrpyvcl8

ยังไม่รวมถึงมาตรการการป้องกันโรคระบาดที่อิสลามได้นำเสนอให้ชาวโลกปฏิบัติทั้งมาตรการการกักตัว คนในอย่าออกคนนอกอย่าเข้า มาตรการทิ้งระยะห่างทางสังคม การรักษาความสะอาด หลักการโภชนาการที่ฮาลาลและมีประโยชน์ การใช้หลักกันดีกว่าแก้ การคำนึงถึงหลักเจตนารมณ์ทางศาสนบัญญัติ การเยียวยารักษา เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อยืนยันว่ามุสลิมและอิสลามหาเป็นตัวปัญหาของโลกแต่อย่างใด ทว่ามุสลิมคือพลังหลักในการพัฒนาประชาคมโลกในขณะที่อิสลามคือศาสนาแห่งความโปรดปรานแก่สากลจักรวาล

เขียนโดย ผศ.มัสลัน มาหะมะ

การปิดมัสยิดเนื่องจากวิกฤตโคโรนาและวิกฤติความเข้าใจบทบัญญัติอิสลาม (ตอนที่ 2)

บทความโดย ดร.คอลิด หานาฟีย์
– ประธานคณะกรรมการฟัตวา เยอรมัน
– ประธานสภาอิหม่ามและนักวิชาการในประเทศเยอรมัน
– รองเลขาธิการสภายุโรปเพื่อการฟัตวาและการวิจัย (ECFR)
– สมาชิกสหพันธ์อุลามาอ์อิสลามนานาชาติ (IUMS)

*****

5. การจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายศาสนา

ผู้ที่คัดค้านฟัตวามัสยิดปิดกล่าวว่า การรักษาศาสนาสำคัญกว่าการรักษาชีวิต อันเป็นหลักการพื้นฐานประการหนึ่งที่อุลามาอ์ประชาชาติอิสลามเห็นพ้องกันเป็นเอกฉันท์

ณ จุดนี้ จำเป็นที่จะชี้แจง 3 ประการ

ประการแรก : ไม่เป็นความจริงที่อุลามาอ์อุศูลุลฟิกฮ์เห็นพ้องกันเป็นเอกฉันท์ว่า การรักษาศาสนาสำคัญกว่าการรักษาชีวิต
เพราะมีทัศนะจำนวนมากเห็นว่า กว่าการรักษาชีวิตสำคัญกว่าการรักษาศาสนา

อันเป็นทัศนะของนักอุศูลุลฟิกฮ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังหลายท่าน เช่น อัลรอซี ,อัลกอรอฟี, อัลบัยฎอวีย์, อิบนุตัยมียะฮ์ , อัลอิสนะวีย์, อัลซัรกะซีย์ ฯลฯ เพราะการรักษาศาสนาเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการรักษาชีวิตก่อน และเพราะว่าอัลลอฮ์อนุโลมให้กล่าวคำพูดหลอกๆ ที่บ่งบอกถึงเป็นการสิ้นสภาพการเป็นมุสลิมเพื่อรักษาชีวิต

ประการที่สอง : สมมติว่าการรักษาศาสนาสำคัญกว่าการรักษาชีวิตเป็นทัศนะที่ถูกต้อง การงดละหมาดวันศุกร์และละหมาดญามาอะฮ์ก็ไม่ใช่เป็นการทำลายศาสนา เพราะยังมีการละหมาดที่บ้านและละหมาดซุฮ์รี่แทนละหมาดวันศุกร์

ประการที่สาม สมมติว่าการรักษาศาสนาสำคัญกว่าการรักษาชีวิตเป็นทัศนะที่ถูกต้อง แต่เมื่อเป้าหมายหลักที่จำเป็นสูงสุดของศาสนา อันได้แก่ การรักษาชีวิต ขัดแย้งกับเป้าหมายเสริม อันได้แก่ การละหมาดญามาอะฮ์ เป้าหมายหลักที่จำเป็นสูงสุดของศาสนาในการรักษาชีวิต ต้องมาก่อนเป้าหมายเสริมในการรักษาศาสนา อันเป็นทัศนะของนักวิชาการและผู้มีปัญญาทั่วไป

6. อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล

คุณสมบัติของนิติศาสตร์อิสลามคือ ความโดดเด่นของเหตุผลและการไม่มีอารมณ์ความรู้สึก แต่แปลกที่กรณีปิดมัสยิดเพราะไวรัสโคโรนาการณ์กลับตรงกันข้าม ผู้คนมากมายเข้าใจนิติศาสตร์อิสลามผ่านอารมณ์ความรู้สึก ไม่ใช้หลักเกณฑ์นิติบัญญัติทางหลักกฎหมายอิสลาม

จึงมีผู้กล่าวว่า พวกท่านสั่งปิดมัสยิดได้อย่างไร ทั้งๆที่มัสยิดเป็นสถานที่บำบัดรักษาโรคร้าย

และมีผู้กล่าวว่า หลักฐานการห้ามปิดมัสยิดคือ อัลลอฮ์กล่าวว่า

وَمَنْ أَظْلَمُ مِمَّنْ مَنَعَ مَسَاجِدَ اللَّهِ أَنْ يُذْكَرَ فِيهَا اسْمُهُ وَسَعَى فِي خَرَابِهَا

“และผู้ใดที่อธรรมยิ่งกว่าผู้ห้ามการรำลึกถึงนามของอัลลอฮ์ในมัสยิดของอัลลอฮ์ และพยายามทำให้เสื่อมโทรม” (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 114 )

บ้างกล่าวว่า โรคระบาดมีสาเหตุมาจากบาป การรักษาทำโดยการละหมาด ไม่ใช่การปิดมัสยิด

บางคนเชื่อมโยงความเชื่อในการลิขิตของอัลลอฮ์กับการเป็นโรคร้าย อีกทั้งยามใดที่เกิดความหวาดกลัว ท่านนบีก็จะไปละหมาด แต่เมื่อเรากลัวไวรัสกลับไปปิดมัสยิด

ตลอดจนหลักฐานที่ไม่ถูกต้องอื่น ๆ ที่ทำให้ศาสนาถูกตั้งข้อสงสัยและข้อกล่าวหาในโลกที่เปิดกว้างนี้

7. การไม่ยอมรับนิติศาสตร์เชิงสร้างสรรค์และคำถามเกี่ยวกับการกระทำของซอฮาบะฮ์และชนรุ่นก่อนในข้อเท็จจริงที่คล้ายคลึงกัน

คำถามที่ผู้ต่อต้านการปิดมัสยิดจำนวนมาก คือ โรคระบาดที่เคยเกิดขึ้นในยุคของท่านอุมัร บินค๊อตตอบ และคนอื่น ๆ พวกเขาเคยปิดมัสยิดหรือไม่ ? แม้ว่ามัสยิดจะถูกปิดและละหมาดญามาอะฮ์ถูกงดในยุคกาฬโรคระบาด แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า เพียงคำถามก็บ่งบอกถึงปัญหา จำเป็นหรือไม่ที่ทุกประเด็นใหม่เกิดขึ้นกับเราในวันนี้ ต้องมีแบบอย่างในประวัติศาสตร์ของซอฮาบะฮ์และชนรุ่นแรก ปัจจุบันเรามีความรู้ด้านการแพทย์เหมือนที่พวกท่านเหล่านั้นมีในยุคนั้นหรือ ? เราต้องปฏิบัติเกี่ยวกับไวรัสตามความรู้ที่เรามี เหมือนดังที่ท่านเหล่านั้นปฏิบัติต่อการระบาดของกาฬโรคในเมืองอัมมะวาสหรืออื่นๆ ในอดีตหรือ ?

ในการประชุมคราวหนึ่ง ข้าพเจ้าอยู่กับนักคิดชาวโมร็อกโกศาสตราจารย์อบูซัยด์ อัลอิดรีสีย์ ท่านบอกว่า ช่วงเวลาของความเห็นทางกฏหมายอิสลามไม่ควรเกิน 100 ปี หลังจากนั้นแล้วเราต้องอิจติฮาดใหม่ ข้าพเจ้ากล่าวว่า ท่านจำกัดระยะเวลาจากหะดีษเกี่ยวกับนักปฏิรูปที่อัลลอฮ์ส่งมาช่วงเริ่มต้นของทุก ๆ ร้อยปีหรือ ?

ท่านตอบว่า : ใช่

ข้าพเจ้ากล่าวว่า แต่ความเป็นจริงทางกฎหมายอิสลามบอกว่าระยะเวลาน้อยกว่านั้น ระยะเวลาระหว่างอาบูฮานิฟะฮ์และลูกศิษย์สองคนของท่าน ประมาณสามสิบหรือสามสิบห้าปี แต่ลูกศิษย์ทั้งสองของท่านมีความเห็นต่างจากอบูฮานีฟะฮ์ถึงสามในสี่ของมัซฮับ เหตุผลคือความแตกต่างด้านเวลาและสถานที่ ไม่ใช่ตัวบทหลักฐาน

ข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ใหม่ทำให้นักกฎหมายอิสลามต้องวินิจฉัยใหม่จากเจตนารมณ์และเป้าหมายของศาสนา ที่สานต่อมรดกทางวัฒนธรรม และก้าวไปตามกาลเวลาและพัฒนาการใหม่ๆ ที่สะท้อนจิตวิญญาณที่แท้จริงของศาสนา

เขียนโดย Ghazali Benmad

อ่านตอนที่ 1 : https://www.theustaz.com/?p=3230

อย่าทำเป็นเล่นกับสัญญาณของพระเจ้า

ความดันทุรังของปวงประชา
ความไม่ประสาของรัฐบาล
คือสองพลังแห่งความวิบัติ

จากที่เคยตะเบ็งว่า เอาอยู่
อาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมหมู่

จากที่เคยบายานว่าเราศรัทธา
อาจเห็นโลงศพพร้อมน้ำตา

จากที่เคยมองข้ามไวรัสร้าย
อาจทำให้ทุกอย่างสิ้นมลาย

———
อย่าทำเป็นเล่นกับสัญญาณของพระเจ้า
وما نرسل بالآيات إلا تخويفا
“และเรามิได้ส่งสัญญาณลงมา เว้นแต่เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้แก่มนุษย์เท่านั้น” (อิสรออฺ/59)

اللهم لا تهلكنا بما فعل السفهاء منا
โอ้อัลลอฮ์ อย่าได้ทำลายพวกเรา เนื่องจากผลงานของคนโง่เขลาในหมู่เรา

اللهم أعذنا وأعذ جميع أولادنا وأزواجنا وذرياتنا وإخواننا وأخواتنا ومشايخنا وطلابنا وطالباتنا ومن أوصانا بالدعاء والمسلمين والمسلمات والعباد والبلاد من البرص والجنون والجذام وسيئ الأسقام ووباء كورونا ومن جهد البلاء ودرك الشقاء وسوء القضاء وشماتة الأعداء واشف مرضانا واحفظنا جميعًا بحفظك الحصين من كل سوء ومكروه يا عزيز يا غفار يا ذا الجلال والإكرام

การปิดมัสยิดเนื่องจากวิกฤตโคโรนาและวิกฤติความเข้าใจบทบัญญัติอิสลาม (ตอนที่ 1)

บทความโดย ดร.คอลิด หานาฟีย์
– ประธานคณะกรรมการฟัตวา เยอรมัน
– ประธานสภาอิหม่ามและนักวิชาการในประเทศเยอรมัน
– รองเลขาธิการสภายุโรปเพื่อการฟัตวาและการวิจัย (ECFR)
– สมาชิกสหพันธ์อุลามาอ์อิสลามนานาชาติ (IUMS)

*****

ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อและการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจเนื่องจากไวรัสโคโรนา องค์กรฟัตวาทั่วโลก รวมถึงนักวิชาการอิสระจากทั่วโลก ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแพร่กระจายของไวรัสและความสะดวกในการติดเชื้อ ฟัตวาที่โดดเด่นที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้คือการฟัตวาปิดมัสยิดเพื่อปกป้องผู้คนจากไวรัสโคโรนา ซึ่งผู้คนมีความเห็นแตกต่างกันสุดกู่ ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจและมีบางส่วนคัดค้าน โดยอ้างฟัตวาของนักวิชาการมุสลิมที่มีชื่อเสียงและนักสอนศาสนาบางคน บางคนหันไปใช้รูปแบบประหลาดๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการฟัตวาปิดมัสยิดและป้องกันการแพร่เชื้อ เช่น การแยกผู้ละหมาดในมัสยิดเพื่อให้อยู่ห่างๆกันระยะหนึ่งเมตร หรือการละหมาดหลายๆญามาอะฮ์ในมัสยิดเดียวกันในวันศุกร์ ภาพเหล่านี้และภาพอื่น ๆ สะท้อนให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจความเป็นจริงของไวรัส และวิธีการติดต่อ รวมถึงการขาดเจตนารมณ์นิติศาสตร์และความหมายของการละหมาดวันศุกร์และละหมาดญามาอะฮ์ สิ่งที่ต้องการชี้แจงในบทความนี้คือการสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤติความเข้าใจบทบัญญัติอิสลามร่วมสมัยซึ่งเป็นที่ประจักษ์ดังนี้

1. นักกฎหมายอิสลามเป็นผู้ตามการบัญชาของผู้มีอำนาจทางการเมือง

เป็นที่สังเกตว่าผู้ฟัตวาส่วนใหญ่ที่แนะนำให้งดการชุมนุมและการรวมกลุ่ม มักตัดสินใจตามการตัดสินใจของผู้มีอำนาจทางการเมืองและฝ่ายสาธารณสุขในประเทศ และด้วยเหตุนี้นักฟัตวาจึงจำกัดและขัดขวางการชุมนุมและการรวมกลุ่มโดยอาศัยคำสั่งจากผู้ปกครองในประเทศ ไม่ใช่การฟัตวาที่กำหนดนโยบายทางการเมือง ซึ่งหมายความว่าบทบาทของนักกฎหมายอิสลามนั้น จำกัดอยู่ในขอบเขตการตัดสินใจของผู้ปกครอง และการหาข้ออ้างทางกฎหมายให้แก่พวกเขา ข้าพเจ้าไม่ได้เรียกร้องให้มีการปะทะหรือแย้งกันระหว่างนักกฎหมายกับผู้มีอำนาจ แต่ต้องการปลดปล่อยให้นักกฎหมายมีอิสระในการวินิจฉัย และเพื่อค้นหาผู้มีความรู้ความสามารถในการพิจารณาและพิทักษ์ผลประโยชน์ที่แท้จริง ที่ผู้มีอำนาจต้องทำตาม ไม่ใช่ตรงกันข้าม นอกจากนั้นปฏิกิริยาของประชาชนซึ่งบางครั้งปฏิเสธที่จะปิดมัสยิดก็สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของนักกฎหมายและนักสอนศาสนาในการสร้างแนวคิดและสภาพแวดล้อมที่ยอมรับการตีความใหม่ ที่ทำให้การพิทักษ์ชีวิตเป็นแกนพื้นฐาน ทั้งนี้ เป็นไปไม่ได้ที่อิสลามทำให้มนุษยชาติเสี่ยงชีวิตเพื่อพิธีกรรมทางศาสนาที่มีรูปแบบหลากหลายและทดแทนกันได้

2. การขาดความเข้าใจเกี่ยวกับอนาคตศึกษาและการคาดการณ์

คุณสมบัติของนิติศาสตร์อิสลามคือ ความโดดเด่นของเหตุผลและการไม่มีอารมณ์ความรู้สึก แต่แปลกที่กรณีปิดมัสยิดเพราะไวรัสโคโรนาเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม ผู้คนมากมายเข้าใจนิติศาสตร์อิสลามผ่านอารมณ์ความรู้สึก ไม่ใช้หลักเกณฑ์นิติบัญญัติทางหลักกฎหมายอิสลาม

อิหม่ามซุฟยาน อัลเซารีย์ กล่าวว่า : “เมื่อบททดสอบสิ้นสุดลงทุกคนเข้าใจคำตอบ แต่เมื่อเริ่มมาถึงจะไม่มีผู้ใดเข้าใจยกเว้นผู้รู้เท่านั้น”

ดังนั้น นักกฎหมายอิสลามคือผู้ที่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้ววินิจฉัยบทบัญญัติตามหลักนิติวิธีก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง และไม่ต้องรอให้เกิดขึ้นเสียก่อนแล้วค่อยวินิจฉัยเหมือนคนทั่วๆไป

กรณีโคโรนา นักกฎหมายอิสลามก็เหมือนคนทั่วไป พวกเขาไม่ได้ฟัตวาให้หยุดการชุมนุมทางศาสนา นอกจากหลังจากที่ไวรัสได้แพร่กระจาย และเข้าใกล้เขตอันตรายแล้ว ดังนั้นบทบาทของฟัตวาจึงถูกจำกัดอยู่ในวงที่เล็กและมีอิทธิพลน้อยกว่ากรณีที่พวกเขาสามารถคาดการณ์เท่าทันการวินิจฉัยทางการแพทย์ และศึกษาผลกระทบของไวรัสในประเทศอื่นๆ

นักกฎหมายอิสลามจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจารีตในสังคมที่อ่อนแอและล้าหลังในเรื่องอนาคตศาสตร์ จึงอาศัยอยู่กับปัจจุบันด้วยวัฒนธรรมของอดีตที่ผ่านมา และน้อยนักที่จะมองถึงการคาดการณ์ในอนาคต

3. การขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับไวรัส

ในการสนทนากับนักกฎหมายอิสลามจำนวนมาก ข้าพเจ้ารู้สึกว่าพวกเขาบางคนไม่เชื่อนอกจากสิ่งที่มีตัวตนสัมผัสได้ ต้องการเห็นไวรัสด้วยตาจึงจะเชื่อ หรือต้องแลกชีวิตของคนใกล้ชิดจึงจะเชื่อในอันตรายของไวรัสนี้ พวกเขาเชื่อว่าเป็นเพียงแผนร้ายที่ต้องไม่เชื่อ อย่าว่าแต่ต้องหยุดพิธีกรรมทางศาสนา คนเหล่านี้ต้องการละหมาดวันศุกร์ด้วยคนจำนวนน้อยหรือตามรูปแบบดังกล่าวตอนต้นของบทความ ที่ไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงทางการแพทย์ขั้นต่ำเกี่ยวกับไวรัส ตลอดจนภัยอันตรายที่ยิ่งใหญ่ของไวรัสชนิดนี้ รวมถึงความเร็วของการแพร่กระจาย และบุคคลที่ติดเชื้ออาจไม่แสดงอาการใด ๆก็ได้ และไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ พวกเขาไม่ทราบว่าผู้หญิงเพียงคนเดียวได้แพร่กระจายไวรัสชนิดนี้ในเกาหลีเนื่องจากการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาในโบสถ์แห่งหนึ่ง รวมถึงความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของผู้ละหมาดในมัสยิดที่มักเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว ซึ่งมีโอกาสเป็นผู้ติดเชื้อและแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาและเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบและเสียชีวิตมากที่สุด ตลอดจนประเพณีของชาวมุสลิมในมัสยิดที่มักจับมือกัน กอดและสุหยูดในที่ที่มีผู้อื่นสุหยูดแล้ว อันจะทำให้ไวรัสติดต่อได้ง่ายอย่างยิ่ง

4. ความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนระบบการศึกษาทางกฎหมายอิสลาม

สำหรับเรื่องนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าจำเป็นต้องทบทวนระบบการศึกษาทางกฎหมายอิสลามเพื่อให้มีการแบ่งความเชี่ยวชาญและเราควรมีนิติเวชอิสลาม นิติเศรษฐกิจอิสลาม … ฯลฯ นิติเวชอิสลามมีการศึกษาทางการแพทย์ มีเครื่องมือในการวิจัยและสามารถประเมินข้อมูลที่อ่านได้

ทั้งนี้ เพราะว่าปัญหาทางการแพทย์และเศรษฐกิจนิติศาสตร์ร่วมสมัยที่เกิดขึ้น บางครั้งมาจากความผิดพลาดในการนำตัวบทกฎหมายมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่ถูกนำเสนออย่างไม่ถูกต้อง

ยุคนี้หมดยุคนักสารานุกรมซึ่งเป็นที่รู้ลึกทุกด้าน เพราะโลกปัจจุบันมีความซับซ้อน เปลี่ยนแปลงและเชื่อมโยงกัน ระบบของความคิดทางนิติศาสตร์อิสลามจึงต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

อ่านบทความต้นฉบับ
https://blogs.aljazeera.net/…/%D8%A5%D8%BA%D9%84%D8%A7%D9%8…

เขียนโดย Ghazali Benmad

อ่านตอนที่ 2 : https://www.theustaz.com/?p=3286